• หอวชิราวุธานุสรณ์
  • พระบรมราชะประทรรศนีย์
  • ติดต่อมูลนิธิฯ
  • SiteMap
  • ค้นหา
KingVajiravudh.org

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับรัชกาลที่ ๖
  • ดุสิตธานี
  • วชิราวุธานุสรณ์สาร
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • พระบรมราชะประทรรศนีย์
  • ค้นหาข้อมูล

สำรวจความเห็น

พระราชวังที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๖ ?
 

ผู้เข้าชมขณะนี้

เรามี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 63589

สมาชิก



  • ลืมรหัสผ่าน?
  • ลืมชื่อเข้าใช้งาน?
  • ลงทะเบียน

พระบรมราชะประทรรศนีย์ พิมพ์ อีเมล

พระบรมราชะประทรรศนีย์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

 ห้องเสวย : เสวยราชสมบัติ

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีพระบรมราชภิเษก ๒ ครั้ง ในครั้งแรกทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามขัตติยโบราณราชประเพณี เพื่อประดิษฐานความเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๕๓ แต่งด การแห่เสด็จเลียบพระนคร และการรื่นเริงอื่นๆ จนกระทั่ง ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชบิดาคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และครบกาหนดการไว้ทุกข์ แล้ว ๑ ปี นับแต่วันสวรรคต จีงโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้มีเจ้านาย และอรรคราชทูต ผู้แทนพระองค์พระราชาธิบดี และผู้แทนประธานาธิบดีจากนานาประเทศมาร่วมงานถึง ๑๔ ประเทศนับเป็นงานเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแถบนี้เสมือน เป็นการประกาศว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระเกียรติทัดเทียมประมุขของอารยะประเทศทุกประการ

 


ห้องที่ ๒ : ทัดเทียมประเทศอารยะ

 

ใน พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้เกิดสงครามขึ้นในทวีปยุโรป โดยแบ่งออกเป็นฝ่ายมหาอำนาจอันได้แก่ เยอรมัน และออสเตรีย-ฮังการี กับฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่อังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และรัสเซียเป็นต้น ต่อมา สงครามก็ได้กลายเป็นมหาสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในระยะแรกของสงคราม สยามประเทศได้ประกาศความเป็นกลาง แต่เนี่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนายทหารเก่าแห่งกรมทหารราบเบาเดอรัม พระองค์พระราชทานพระราชทรัพย์ แก่ทายาทของทหาร ในกรมทหารราบเบาเดอรัมที่ เสียชีวิตในสงคราม และสมเด็จพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ แห่งอังกฤษ ทรงซาบซี้งพระทัยได้ถวายพระยศนายพันเอกพิเศษแห่งกองทัพบกอังกฤษและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ถวายพระยศพลเอกพิเศษแห่งกองทัพบกสยามเป็นการตอบแทน


ห้องที่ ๓ : นำชัยชนะสู่สยาม

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมี พระบรมราชโองการ ประกาศสงครามฑับประเทศเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๖๐ เพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศ และเพื่อรักษาความเป็นธรรมของโลกส่วนรวม พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดกองทหารอาสาสมัครไปร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิดร ณ สมรภูมิทวีปยุโรป เมื่อสงครามโลกยุติลง กองทหารอาสาสมัครเดินทางถึง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ ทรงโปรดฯ ให้จัดงานฉลองและพระราชทานเครื่องราชอิ สริยาภรณ์ อันมี ศักดิ์ รามาธิบดี แก่ ธงโชยเฉลิมพล โดยทรงถูกประทับดวงตราที่ยอดคันธงไชยเฉลีมพลนั้นด้วยพระองค์เองการร่วมกับฝ่ายชนะสงครามนี้ทำให้เราสามารถแก้ไข สนธิสัญญาทางการค้าและการศาลกับนานาประเทศได้เป็นผลสำเร็จ


 ห้องที่ ๔ : ความเป็นไทยรำลึก

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยเรื่องราวในประวั ติศาสตร์และในวรรณคดี มาแต่ ครั้งยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราซฯสยามมกุฎราชกุมาร ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินไปตรวจพื้นที่ และโบราณสถานด้วยพระองค์เอง โดยเฉพาะในคราวเสด็จประพาสสวรรคโลก ได้ทอดพระเนตรเตาทุ เรียงสั่งเปันเตาเผาเครื่องถ้วยชามสังคโลก และภาชนะที่ใช้ไนบ้าน รวมทั้งกระเบื้องเคลือบบราลีและศรีษะมังกร อันแสดงถึงความรุ่งเรืองของชาติไทยที่มีมานานแล้วครั้นเสด็จเถลิงราชสมบัติ พระองค์ทรงโปรดฯ ให้ตั้งกองโบราณคดี ขื้นเป็นหน่วยงานหนึ่งของห้องสมุดสำหรับพระนครและทรงกระตุ้นความเป็นไทย ของคนในชาติด้วยพระราชวิเทโศบาย ต่างๆ ตลอดรัชกาล


ห้องที่ ๕ : ซ้อมสู้ศึกศัตรู

 

การเสียดินแดนในสมัยรัชกาลที่ ๕ และผลของสนธิสัญญาระหว่างประเทศ บางฉบับที่จำกัดการตั้งกองกำลังทหารในบางพื้นที่ ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงความปลอดภัยของประเทศและได้ทรงสถาปนากองเสือป่าขึ้น เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ ๒๔๕๔ เป็นกองอาสาสมัครสำหรับฝึกพลเรือนให้มีความรู้ ความสามารถเช่น
เดียวกับทหาร เพื่อเป็นกองหนุนของทหาร และตำรวจ ในยามคับขัน รักษาดินแดนและพระมหากษัตริย์ เสริมกำลังกาย กำลังสติปัญญา สร้างวินัยและสร้างความสามัคคีในหมู่คณะกิจการเสือป่านอกจากจะได้รับความสนใจจากนานาประเทศแล้วยังเป็นต้นแบบในการจัดเดรียมกำลังสำรองของไทย ในเวลาต่อมา เช่น กรมการรักษาดินแดน ไทยอาสาป้องกันชาติ และลูกเสือชาวบ้าน เป็นต้น


 ห้องที่ ๖ : ให้สู้และอดทน

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวิจารณญาณรอบคอบเกี่ยวกับการฝึกคน เพราะนอกจาก จะทรงฝึกเสือป่าและลูกเสือให้รู้จักการใช้อาวุธและยุทธวิธี ในสงครามแล้ว ยังทรงมีพระราชประสงค์จะพักให้มีความอดทน ทั้งด้านจิตใจและร่างกายให้สามารถช่วยตนเองและแก้ไข อุปสรรคทั้งหลายได้ทุกโอกาสด้วยจึงทรงนำเสือป่า ลูกเสือ ทหารแลตำรวจ เดินทางไกลรอนแรม ไปตามทุ่งนาป่าเขา ด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิด บางครั้งในระหว่างรอนแรมไป ดินฟ้าอากาศแปรปรวน พระองค์ทรงห่วงใยลูกเสือได้ทรงโปรดฯ ให้เรียกมาพักนอนในเต็นท์ที่ประทับของพระองค์ และพระองค์เสด็จไปประทับศาลาวัดห่างไปอีก ๒๐ เส้น สะท้อนให้เห็น น้ำพระราขหฤทัยที่ เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้


ห้องที่ ๗ : อบรมคนแต่เยาว์วัย

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนากิจการลูกเสือขี้นเมื่อวันเสาร์ที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ เพื่อฝึกฝนอบรมเยาวชนของชาติให้เป็นพลเมืองดี มีความ จงรักภักดี ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความสามัคคี ในหมู่คณะอันเป็นรากฐานความมั่นคงของชาติประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและเป็นประเทศที่สามของโลกที่มีกิจการลูกเสือรองจากประเทศอังกฤษ และอเมริกาและได้พระราชทานคติพจน์สำหรับคณะลูกเสือไทยว่าเสียชีพอย่าเสียสัดย์


ห้องที่ ๘ : ปลูกฝังนิสัยโดยการสอน

 

ด้วยความที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู หัวทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและโปรดสดับพระธรรมเทศนาอยู่เป็นนิจ ทรงนำประโยชน์จากพระธรรมคำสอนมาพระราชทานแก่พสกนิกรด้วยวิธีการต่างๆ เช่น บทพระราชนิพนธ์ พระบรมราโชวาท และพระบรมราชานุศาสนีย์ เป็นต้น
การแสดงพระบรมราชานุศาสนีย์ครั้งสำคัญ คือ เมื่อเสด็จไปประทับ ณ ค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ ใน พ.ศ. ๒๔๖๑ เนื่องในวันวิสาขบูชาทรงแสดงพระบรมราชานุศาสนีย์ แสดงคุณานุคุณแห่งพระรัตนตรัยบุพการีผู้ปกครอง และความรักชาติ แก่ ข้าราชการ ทหารและพลเรือนที่เฝ้าฯ อยู่ ในขณะนั้น


ห้องที่ ๙ : ให้ละครช่วยอบรม

 

พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าในการทรงใช้ ศิลปะการแสดงละครเพื่อสื่อความคิดนี้ เป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไปว่า บทพระราชนิพนธ์ของพระองค์มักจะสอดเเทรกแนวพระราชดำริทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสังคม คติธรรมความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วทรงเลือกบทพระราชนิพนธ์มาจัดแสดงให้เหมาะแก่กาละเทศะ ในบางคราวทรงเป็นผู้กำกับการแสดงและทรงแสดงละครด้วยพระองค์เองเช่นทรงแสดงเป็น นายมั่นปืนยาว ชาวป่าในบทพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระร่วงเพื่อปลูกฝังความรักชาติ เป็นต้น


ห้องที่ ๑๐ : เกิดอุดมศึกษา

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ห้ว ทรงสนพระทัยในเรื่องการศึกษาของชาติเป้นอย่างยิ่ง ด้วยทรง พระราชดำริว่า “...การศึกษาย่อมเป็นการสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นต้นเหตุแห่งความเจริญของชาติบ้านเมือง ผู้ใดอุดหนุนการศึกษา ผู้นั้นได้ชื่อว่าอุดหนุนชาติบ้านเมือง...” พระองค์ทรง ริเริ่มสร้างโรงเรียนขึ้นแทนวัดประจำรัชกาล และพระราชทานการอุดมศึกษาแก่คนไทย โดยทรงโปรดฯ ให้ตราพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกับพระราชทานเงินไว้ เป็นทุนของมหาวิทยาลัย และพระราชทาน ที่ดินพระคลังข้างที่ ที่ตำบลสระปทุม เนื้อที่ ๑๓๐๙ ไร่ ไว้เป็นอาณาเขต ทั้งยังทรงพระกรุณาเสด็จฯ ไปทรงวางศิลาพระฤกษ์บัญชาการ ซึ่งปัจจุบัน คือคณะอักษรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๘ อีกด้วย


ห้องที่ ๑๑ : ทดลองประชาธิปไตย

ดุสิตธานีเป็นเมืองจำลองเล็กๆ ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังดุสิตและภายหลังย้ายมาที่พระราชวังพญาไท ประกอบด้วย อำเภอ ๖ อำเภอ บ้านเรือน ๓๐๐ หลังคาเรือน ถนน วัด ร้านค้า โรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ประชุม พระราชวัง และสวนสาธารณะ มีนคราภิบาลทำหน้าที่บริหารมีพรรคการเมือง ๒ พรรค มีการทดลองการเลือกตั้ง คือแบบเลือกนคราภิบาลโดยตรง และให้เลือกเชษฐบุรุษของอำเภอ แล้วจึงเลือกตั้งนคราภิบาลจากเชษฐบุรุษเหล่านั้น ฉันนั้นดุสิตธานีจึงเป็นภาพรวมของการทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระยะแรก อาคารบ้านเรือนต่างๆ พลัดหายไปมากที่จัดแสดงมีพระตำหนักลักษมีวิลาศ (พระตำหนักแขก) และอาคารจำลองวัดราชประดิษฐ์


ห้องที่ ๑๒ : ทรงนำไทยให้รุ่งเรือง

 

“ในขั้นต้นกิจกรรมต่าง คงต้องเดินอย่างช้าๆ เพราะมีเครื่องกีดขวางอยู่หลายอย่างที่ฉันจะต้องข้าม เราอยู่ในสมัยที่ลำบากเพราะมีขนบธรรมเนียม โบราณคอยต่อสู้ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงแต่ฉันไม่คิดยอมแพ้ ฉันหวังว่าฉันจะยังมีชีวิตอยู่นานพอ จะได้เห็นประเทศสยามโดยเข้าร่วมอยู่ในหมู่ชาติต่างๆ โดยได้รับเกียรดิและความเสมอภาคอย่างจริงๆ ตามความหมายของกำนันทุกประการ”

ด้วยพระราชปณิธานที่พระราชทานแก่พระอนุชาเมื่อต้นรัชกาลตลอดเวลา ๑๕ ปี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงนำรัฐนาวาฝ่าคลื่นแห่งปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่ทรงวาดหวังไว้

ด้านการศึกษา ทรงโปรดให้สร้างโรงเรียนแทนวัด ประจำรัชกาลพระราชทานพระราชบัญญัติประถมศึกษา เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้รับการศึกษาตามเกณฑ์บังคับ ทรงทำนุบำรุง วิชาช่างศิลปะ โดยทรงโปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนเพาะช่าง พระราชทานการศึกษาขั้นอุดมศึกษา ด้วยการพระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศ

ด้านการทหาร ทรงส่งเสริมกิจการต่างๆ ของกองทัพบกทรงโปรดฯ ให้แยกกรมทหารเรือออกจากกระทรวงกลาโหม และพระราชทานที่ดิน บริเวณอ่าวสัตหีบให้กองทัพเรือใช้เป็นฐานทัพเรือทางด้านการป้องกันทางอากาศ ทรงตั้งแผนกการบินขึ้นในกองทัพบกและต่อมาได้ยกขื้นเป้นกองบินทหารบกแล้วขยายเป็นกองทัพอากาศในที่สุด

ด้านเศรษฐกิจ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสภาเผยแพร่พาณิชย์และสถิติพยากรณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลในวงธุรกิจการค้าและการตลาดทรงริ่เริ่มจัดตั้งกิจการพาณิชย์นาวี การไฟฟ้า บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด ธนาคารออมสิน สนับสนุนค้ำจุนธนาคารไทยพาณิชย์ ยกเลิกการพนันบ่อนเบี้ย และประสบความสำเร็จ ในการยกเลิกสนธิสัญญาการเก็บภาษีศุลกากรที่ไทยเสียเปรียบมานาน

ด้านการคมนาคม ทรงปรับปรุงและขยายกิจการรถไฟ ทรงโปรดฯ ให้สร้างสะพานพระรามหกเพื่อเชื่อมการคมนาคมทางรถไฟ ทั้งช่วงเข้ามาสู่ศูนย์กลางที่หัวลำโพง ทรงเริ่มการขนส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ทางอากาศระหว่างกรุงเทพ-จันทบุรี และโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสถานีวิทยุโทรเลขถาวรขึ้นที่ศาลาแดงและให้ใช้รหัสสัญญานรับส่งโทรเลขเป็นภาษาไทยอีกด้วย

ด้านศิลปวัฒนธรรม ทรงให้การสนับสนุนบำรุง ศิลปวัฒนธรรมทุกสาขา โดยเฉพาะงานวรรณกรรม พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ผลงานไว้กว่า ๑๒๓๖ เรื่อง และองค์การยู เนสโกยกย่องพระองค์ในฐานะปราชญ์สยาม และพสกนิกรชาวไทยถวายพระสมัญญูานามว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”

ด้านเสรีภาพ ทรงส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักเสรีภาพและการใช้เสรีภาพอย่างมีขอบเขต ยุคนี้เป็นยุคของการหนังสือพิมพ์เฟื่องฟูมีทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน รายปักษ์ รายสัปดาห์ ภาษาไทย จีน อังกฤษ รวม ๑๔๗ ฉบับ และทรงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชนทางหนังสือพิมพ์ตลอดรัชกาล

ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทรงเห็นความสำคัญ และโปรดฯ ให้สร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ วชิรพยาบาล และปัตุระสภา ซึ่งต่อมา พระราชทานนามว่า “สถานเสาวภา”

ด้านการเกษตรและสาธารณูปการ ทรงริเริ่มงานชลประทานเพื่อการเกษตรโดยโปรดให้สร้างเขื่อนพระรามหก เพื่อทดน้ำ และส่งน้ำ เป็นเขื่อนแรกของประเทศ ทรงเปิดการประปา กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ทรงพระราชทานที่ดินส่วน พระองค์เพื่อสร้างสวนสาธารณะ “สวนลุมพินี”

ด้านยุติธรรม ทรงปฏิรูปประมวลกฎหมาย และปรับปรุงการศาลทรงจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภาเพื่อบำรุงวิชากฎหมาย และควบคุมทนายความสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การพระราชทานนามสกุลให้แก่ ประชาชน คนไทยโดยโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นเมื่อ ๒๒ มีนาคม ๒๔๕๕

แม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ห้ว จะเสด็จสู่สวรรคาลัยกว่ากึ่งศตวรรษแล้ว แต่คนไทยทุกคนควรรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างมิรู้คลายตราบนิรันดร์กาล

 

KingVajiravudh.org, Powered by Joomla! and designed by SiteGround web hosting

Valid XHTML and CSS.